Tehran Times: ศึกระหว่างชนชั้นในไทย

26 มกราคม 2008
ที่มา Tehran Times (สื่ออิหร่าน นำเสนอมุมมองของประเทศตะวันออกกลาง)

กองทัพไทยยังคงไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป

เมื่อ 16 เดือนก่อน หลังจากมีการเดินขบวนประท้วงขับไล่รัฐบาลในกรุงเทพฯนานนับหลายสัปดาห์ ทหารได้ก่อการรัฐประหารด้วยข้ออ้างการทุจริตคอรัปชั่นของนายกฯทักษิณ ชินวัตรและภรรยา พวกเขาแต่งตั้งอดีตนายพลขึ้นเป็นนายกฯคนใหม่และให้สัญญาว่าจะนำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว พวกเขาร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่มบทบาททางการเมืองให้แก่พวกเขาอย่างถาวร พวกเขายังเพิ่มงบประมาณของกองทัพอย่างมหาศาล ซึ่งอาจเป็นการตบรางวัลแก่พวกเขาที่อุตส่าห์เสี่ยงตายเพื่อช่วยประเทศชาติจากทักษิณ

ในตอนแรก คณะรัฐประหารได้รับการต้อนรับอย่างดีในกรุงเทพฯ ต่อมาในเดือนพฤษภาคม รัฐบาลเผด็จการทหารสั่งให้ศาลยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค 110 คนเป็นเวลา 5 ปี เศรษฐกิจประเทศไทยสะดุดตัว พรรคไทยรักไทยรวมตัวกันใหม่ในชื่อพรรคพลังประชาชน (พปช.) และชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนที่ผ่านมา

แม้ พปช. จะไม่ได้รับเสียงมากพอที่จะเป็นที่เป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่ตอนนี้พวกเขาได้จับมือร่วมกับพรรคอีก 5 พรรค ทำให้ได้เสียงทั้งหมด 315 เสียงจากทั้งหมด 480 ที่นั่งในสภา พรรคของทักษิณกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้ง ทักษิณกล่าวว่าเขาจะกลับประเทศไทยในเดือนเมษายน (ตอนนี้เขายังอยู่ในต่างประเทศ เขายืนยันว่าเขาจะไม่ได้รับการตัดสินเรื่องคดีคอรัปชั่นอย่างเป็นธรรม หากเผด็จการทหารยังคงอยู่ในอำนาจ)

ในเวลาเดียวกัน สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวอย่างเปิดเผยว่าเขาเป็นตัวแทนของทักษิณ ทักษิณกล่าวว่าเขาไม่ต้องการกลับสู่การเมืองอีก แต่จะคอยให้คำแนะนำกับรัฐบาลใหม่ และเขาก็อาจจะเปลี่ยนใจได้เสมอ ทั้งหมดนี้ได้สร้างปัญหาให้กับทหารที่ยึดอำนาจเขาเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างทหารกับประชาชน แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างเมืองหลวงกับชนบท

ความมั่งคั่งของทักษิณเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาก้าวเข้าสู่การเมืองได้อย่างรวดเร็วเพราะเขาไม่ได้เป็นคนชนชั้นปกครอง ประเทศไทยถูกปกครองโดยชนชั้นนำในกรุงเทพฯที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับข้าราชการ ทหาร และชนชั้นศักดินา ผู้นำในท้องถิ่นขายคะแนนเสียงของชาวบ้านให้กับนักการเมืองเพื่อแลกกับเงินและการสนับสนุน ประเทศไทยถูกปกครองด้วยชนชั้นกลางเพื่อผลประโยชน์ของพวกชนชั้นกลางเองมาโดยตลอด

ทักษิณ หลานของชาวจีนที่อพยพเข้ามาในเมืองไทย และเติบโตมาจากภาคเหนือ สร้างฐานะจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือ เขาเป็นคนนอกวงการการเมืองโดยแท้ ชัยชนะจากการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2545 (การเลือกตั้งที่ขาวสะอาดที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย) ทำให้พวกคนในวงการต้องปวดหัว

ทักษิณเริ่มใช้เงินของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจนซึ่งถือเป็นคนส่วนมากของประเทศ ตั้งแต่การตั้งกองทุนหมู่บ้าน การให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ตลอดจนการพัฒนาระบบสาธารณสุข ตลอดระยะเวลา 5 ปีของการเป็นรัฐบาล คนยากจนมีจำนวนลดลงถึงครึ่งหนึ่ง การประกันสุขภาพได้เข้าถึงแรงงานต่างดาวกว่าสองล้านคน แน่นอน พวกชนชั้นกลางต่างไม่พอใจที่ทักษิณนำเงินส่วนหนึ่งที่พวกเขาเคยได้รับไปทำเช่นนี้

เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทำให้ทักษิณสามารถชดใช้หนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หมดภายในเวลาสองปี เขาได้รับคะแนนนิยมเป็นอย่างมากและบางครั้งเขาก็ดูจะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล เขาถูกกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจ เช่น นโยบายทำสงครามกับยาเสพติดที่ทำให้มีคนถูกฆ่ากว่า 2,700 คนในเวลาเจ็ดสัปดาห์ และนโยบายปราบปรามความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดูโหดร้ายและไม่ชำนาญ แต่เขาก็ชนะการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2548 อีกครั้งด้วยคะแนนเสียงมากกว่าเดิมอย่างถล่มทลาย

ทักษิณโกงหรือเปล่า? ไม่เลย เพราะการเมืองไทยมีมาตรฐานอย่างนี้อยู่แล้ว ดัชนีการคอรัปชั่นในยุครัฐบาลทักษิณซึ่งองค์กรนานาชาติได้จัดอันดับแต่ละประเทศไว้ ปรากฏว่าของรัฐบาลทักษิณ การคอรัปชั่นน้อยลง แต่ถึงขนาดนั้น พวกชนชั้นกลางในกรุงเทพฯก็ยังยินดีปรีดาพอทักษิณถูกโค่นลง

เสียงของประชาชนรากหญ้าต่างแสดงออกผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมาแล้วว่าพวกเขาไม่ต้องการทหาร ประชาชนได้แสดงความต้องการของพวกเขาออกมาแล้ว เป็นเรื่องยากที่ทหารจะไม่รับฟังพวกเขา การเมืองที่แท้จริงได้กลับคืนสู่ประเทศไทยอีกครั้ง

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือพวกชนชั้นกลางและทหารจะพยายามช่วงชิงอำนาจกลับคืนมา สิ่งนี้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่และอาจทำให้ทหารเข้ามาแทรกแซงการเมืองอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าประเทศไทยจะไม่มีรัฐประหารอีกต่อไปแล้ว ประเทศไทยกำลังก้าวออกจาก”โมเดลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”ได้แก่การแทรกแซงโดยทหาร การกดขี่คนยากจน และการปกครองโดยชนชั้นนำ และกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสวัสดิการเช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก และนั่นก็เป็นโชคดีของประเทศไทย

Comments (1)

ขึ้นเงินประจำตำแหน่ง’ป๋าเปรม’ พร้อมคณะ

ข้อมูลจาก คุณ meed

ขึ้นเงินประจำตำแหน่ง’ป๋าเปรม’ ทั้งประธานองคมนตรี - รัฐบุรุษพร้อมคณะ
ที่มา มติชน

ผู้สื่อข่าว’มติชนออนไลน์’รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคม มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งขององคมนตรีและรัฐบุรุษ พ.ศ.2551 ในราชกิจจานุเบกษาปรับขึ้นเงินประจำตำแหน่งให้ประธานองคมนตรีเป็นเดือนละ 121,990 บาท จากเดิม 114,000 บาท องคมนตรีได้รับ 112,250 บาท จากเดิม 104,500 บาท

สำหรับผู้ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯยกย่องไว้ในฐานะรัฐบุรุษได้รับเงินประจำตำแหน่งเป็นรายเดือน เดือนละ 121,990 บาทจากเดิมเดือนละ 100,000 บาท

ทั้งนี้เหตุผลในการเพิ่มเงินประจำตำแหน่งดังกล่าวเนื่องจากอัตราเงินประจำตำแหน่งเดิมไม่สอดคล้องกับภาวการณ์ในปัจจุบัน สมควรปรับปรุงอัตราเงินประจำตำแหน่งให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ปัจจุบันผู้ดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้าหนี้ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2551 มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาปรับขึ้นเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ข้าราชการตุลาการศาลปกครองและข้าราชการอัยการโดยเงินประจำตำแหน่งของประธานองคมนตรี รัฐบุรุษเท่ากับเงินเดือนของประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุด

ขณะที่คนงานในกรุงเทพ และปริมณฑล ได้ขึ้นค่าแรงจากปี 2549 วันละ 3 บาท
สำหรับในภาพรวมแล้ว ค่าแรงขั้นต่ำของประเทศไทย จากวันละ 143 บาท ขึ้นมา 1 บาท ปัจจุบันอยู่ที่ 144 บาท
ที่มา กระทรวงแรงงาน

ตารางแสดงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ ซึ่งได้ประกาศให้มีผลใช้บังคับ
ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๑

ค่าจ้างขั้นต่ำ พื้นที่
194 กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
193 ภูเก็ต
175 ชลบุรี
170 สระบุรี
165 ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา และระยอง
163 ระนอง
162 พังงา
160 กระบี่ และ เพชรบุรี
159 เชียงใหม่
158 จันทบุรี และ ลพบุรี
157 กาญจนบุรี
156 ราชบุรี และสิงห์บุรี
155 ปราจีนบุรี สมุทรสงคราม และ สระแก้ว
154 ตรัง เลย และ อ่างทอง
152 ประจวบคีรีขันธ์ ลำพูน และสงขลา
150 ขอนแก่น ชุมพร ตราด นครนายก นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ บุรีรัมย์ พัทลุง เพชรบูรณ์ สตูล สุราษฎร์ธานี หนองคายอุดรธานี และ อุทัยธานี
149 กำแพงเพชร ชัยนาท ลำปาง สุโขทัย และ สุพรรณบุรี
148 กาฬสินธุ์ นครพนม นราธิวาส ปัตตานี พิษณุโลก มุกดาหาร ยะลา สกลนคร และหนองบัวลำภู
147 ตาก มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ยโสธร ร้อยเอ็ด สุรินทร์ และ อุตรดิตถ์
146 ชัยภูมิ เชียงราย พิจิตร แพร่ และศรีสะเกษ
145 อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี
144 น่าน และพะเยา
หมายเหตุ : อัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานเป็นเงินวันละ 144 บาท

ความคิดเห็น

The Economist: ไปเสียได้ก็ดี

24 มกราคม 2008
ที่มา The Economist print edition

หลังจากการเลือกตั้งของประเทศไทยเสร็จสิ้นลงแล้ว บรรดานายพลก็ควรจะออกไปเสียที

eco1.jpgบรรดาทหารซื่อบื้อที่ขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตรเมื่อปี พ.ศ. 2549 ดูเหมือนจะทำอะไรเข้าท่าสักที สัปดาห์นี้เราได้เห็นการฟื้นฟูรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของเมื่อเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยดูจะย้อนกลับไปในสมัยประชาธิปไตยหลายพรรคเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นอีก นี่เป็นข่าวดีสำหรับคนไทย 65 ล้านกว่าคน และจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกกว่าครึ่งพันล้านคนและชาวจีนมากกว่าพันล้านคน อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรเลยที่บ่งบอกว่าพวกนายทหารทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ เหตุผลในการรัฐประหารยังคงเป็นเรื่องไร้เหตุผล

คณะเผด็จการทหารพยายามอย่างที่สุดเพื่อจะป้องกันผลลัพธ์ที่ไม่เป็นอันตรายซึ่งตอนนี้ดูจะเป็นไปได้จริง เขาสั่งตัดสิทธิ์ทางการเมืองของทักษิณและสมาชิกพรรค 100 กว่าคนเป็นเวลา 5 ปี พรรคไทยรักไทยถูกยุบแต่พวกเขาก็รวมตัวกันใหม่ในชื่อพรรคพลังประชาชน (พปช.) พวกเขาสร้างความกังวลใจกับบรรดานายทหารเป็นอย่างมากที่พวกเขาได้รับเสียงมากกว่าพรรคอื่นๆอย่างทิ้งขาดและเกือบจะได้ที่นั่งเกินครึ่งของสภา ประชาชนไทยโดยเฉพาะคนชนบทที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายการพัฒนาของทักษิณเสียงดังกว่า พวกเขาส่งเสียงไปยังพวกทหารรอยัลลิสต์ในกรุงเทพฯว่าพวกเขายังคงต้องการทักษิณหรือคนที่คิดแบบทักษิณ สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนอารมณ์ร้อนอดีตฝ่ายขวา ยอมรับอย่างร่าเริงว่าเขาเป็น”ตัวแทน”ของทักษิณ และบอกในสัปดาห์นี้ว่าเขาพร้อมจะเป็นนายกฯและพร้อมจะนำพรรคทั้ง 6 พรรคแล้ว

การใช้หลักกฏหมายอย่างแบบเฉโก ได้สร้างความกังลวให้พปช. พรรคที่ประชาชนเทคะแนนให้ คณะกรรมการเลือกตั้งตั้งข้อสงสัยการทุจริตในการเลือกตั้งมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของพรรค พปช. ศาลฎีการับคำร้องที่อาจทำให้ชัยชนะของพรรค พปช.ต้องเป็นโมฆะ ไม่ว่าองค์กรเหล่านี้จะถูกกดดันหรือไม่ ท้ายที่สุดพวกเขาก็ทำในสิ่งที่ถูก ไม่มีผู้สมัครโดนใบแดงหรือใบเหลืองมากพอที่จะทำให้พรรคพลังประชาชนไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าพรรคพลังประชาชนยังมีคดีความอยู่อีกหลายคดี แต่การที่ศาลฎีกายกคำร้องกรณียุบพรรค พปช. ไป ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ประชาธิปไตยของไทยจะได้เดินหน้าอีกครั้ง

รัฐบาลใหม่ควรจะมีเสียงข้างมากในระดับที่ทำงานได้ แต่ไม่ควรจะเหมือนยุคคุณทักษิณที่ดูจะมากเกินควร พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านทำได้ดีกว่าเดิมในการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น เราคงได้เห็นการประชันฝีปากที่เข้มข้นขึ้นในรัฐบาลชุดใหม่ กกต.ได้แสดงความกระตือรือร้นในการกำจัดการซื้อเสียงให้เห็นแล้ว โดยภาพรวมแล้ว ประชาธิปไตยของไทยได้ผ่านจากความยุ่งยากมาสู่การมีภาพรวมที่ดีทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ความวุ่นวายต่างๆก็ยังไม่จบเสียทีเดียว การเมืองของไทยมีแนวโน้มจะเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธเคือง การกล่าวหา และการใช้ถ้อยคำรุนแรง นายสมัครเป็นคนหนึ่งที่พูดจารุนแรง มีความกังวลเป็นอย่างมากว่าเขาอาจจะเอานโยบายที่แย่ที่สุดของทักษิณมาใช้ เช่น นโยบายทำสงครามกับยาเสพติด ที่ดูเหมือนจะเป็นการฆ่าปิดปากผู้กระทำผิดของเจ้าหน้าที่ การที่ทักษิณวางแผนจะกลับประเทศไทยได้สร้างความกังวลใจเช่นกัน ภรรยาของเขาอยู่ประเทศไทยแล้วและได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทุจริตเรื่องการประมูลซื้อที่ดินและรับการประกันตัวออกมา ทักษิณผู้กำลังเพลิดเพลินกับชัยชนะอาจจะวางแผนแก้แค้นคณะรัฐประหารซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น คงจะดีกว่าถ้าเขาจะรักษาสัญญาว่าจะเลิกเล่นการเมืองไปตลอด

หน้าที่สุดท้าย
คงจะยังเป็นทางเลือกที่ดี หากพลเอกสนธิ บุญรัตกลิน ผู้นำรัฐประหารและลูกน้องของเขาจะลงจากตำแหน่งอย่างสง่างามและให้สัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับการเมืองเพื่อหาความสุขกับการนิรโทษกรรมที่พวกเขาออกให้ตัวเอง บรรดาชนชั้นนำในไทยเริ่มเบื่อหน่ายกับความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ระบอบการเมืองแบบรัฐสภากำลังจะกลับมา พวก liberal (ในที่นี้น่าจะแปลว่า พวกต้านโลกาภิวัฒน์) หลายคนที่เกลียดทักษิณและชื่นชมกับรัฐประหารอาจจะบอกว่าพวก คมช. หมดภาระแล้ว พวกเขาทำหน้าที่ได้ดีแล้ว ไร้สาระสิ้นดี ไม่เพียงแต่คมช.ล้มเหลวที่จะหาหลักฐานเอาผิดทักษิณทั้งในเรื่องคอรัปชั่นและการลุแก่อำนาจ ที่เป็นเรื่องที่พวกเขาใช้เป็นเหตุผลหลักในการทำรัฐประหาร พวกเขายังทำให้ขุนศึกทหารเห็นช่องในการเอาข้อกล่าวหาเรื่องข้อพิพาททางการเมือง หรือข้อกล่าวหาคอรัปชั่นมาเป็นข้ออ้างทำรัฐประหาร ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นในหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ที่ซึ่งประชาธิปไตยยังคงอยู่ในช่วงผลิดอกเริ่มต้น

ผู้ก่อการรัฐประหารล้มเหลว เพราะรัฐบาลเต่าคลานและนายทหารเกษียณที่เขาแต่งตั้งขึ้นได้สร้างผลงานเน่าๆ สิ่งเหล่านี้และรวมไปถึงความไม่แน่นอนในการที่เหล่าบรรดาเผด็จการทหารจะออกจากความยุ่งยากที่เขาได้ก่อขึ้น ได้ทำให้ประเทศพัฒนาอย่างเชื่องช้ามากกว่าปี เช่นเดียวกับรัฐประหารหลายๆ ครั้งที่ได้กระทำมา การก่อการครั้งนี้ได้สร้างปัญหามากกว่าที่มันได้แก้ไขเสียอีก

ความคิดเห็น

นิตยสารไทม์ตีแผ่ความคิดนายพลไทยดังไกลระดับโลก

โดย คุณ Jess
จากบล็อก Thinking in ink

กลายเป็นคำพูดที่ได้รับการคัดเลือกจากนิตยสารไทม์ ฉบับประจำวันที่ 14 มกราคม 2550 (January 14 200 8) หน้าปกรูป อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงสองสมัยแห่งปากีสถาน เบนาเซียร์ บุตโต ให้ติดทำเนียบหนึ่งในคำพูดเด็ดประจำคอลัมน์ “Verbatim” ของไทม์ไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับคำพูดของพลเอกบุญรอด สมทัศน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลพลเอก สุรยุทธิ์ จุลานนท์ที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับรัฐประหารหลังจากทราบผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมาว่า

I cannot guarantee that there will not be a coup in 2008, just like I cannot rule out a natural disaster” – General Boonrawd Somtas, Thai defense Minister, after deposed Prime Minister Thaksin Shinawatra’s party won a key election on Dec. 23

ผมไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้นในปี 2551 เหมือนอย่างที่ผมไม่สามารถรับประกันได้ว่าภัยธรรมชาติจะไม่เกิดขึ้น” — พลเอกบุญรอด สมทัศน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย หลังจากที่พรรคของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรชนะการเลือกตั้งครั้งสำคัญเมื่อวันที่ 23 ธันวาฯ

เอ..แบบนี้จะเรียกว่า ทหาร = ภัยธรรมชาติดีไหมหนอ?!?

คำพูดของพลเอกบุญรอดในครั้งนี้ได้ถูกตีแผ่ให้คนทั่วโลกหลายล้านคนที่หยิบนิตยสารไทม์ขึ้นมาอ่านได้มองเห็นถึง
-ความคิดอ่านของนายพลไทยที่มีต่อคำว่าประชาธิปไตย
-ความคิดอ่านของนายพลไทยที่มีต่อคำว่า การเคารพฉันทามติของประชาชนเสียงข้างมาก
-ความคิดอ่านของนายพลไทยที่มีต่อคำว่า “หน้าที่ของทหาร” ในระบอบประชาธิปไตย

แล้วมันจะไปแปลกอะไรที่สำนักข่าวต่างประเทศอย่างรอยเตอร์จะมองว่า “สิ่งที่ประเทศไทยขาด คือ วัฒนธรรมของการเคารพมติเสียงข้างมาก ทัศนคติของชนชั้นนำก็คือ หากผลการเลือกตั้งโดยประชาชนออกมาไม่เป็นที่พอใจของชนชั้นนำเหล่านี้ พวกเขาก็สามารถกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นไปได้”

เหมือนที่ท่านบุญรอดได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเมื่อเร็วๆนี้ว่า

พรรคประชาธิปัตย์ถือว่าเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร มีประเพณีว่าผลการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

สงสัยคงต้องส่งคำพูดเด็ดชุดนี้ของพลเอกบุญรอดไปให้นิตยสารไทม์ ลงตีพิมพ์อีกแล้วมังเนี่ย …คิก คิก

จากคำพูดของพลเอกบุญรอดสะท้อนกรอบความคิดของผู้มีอำนาจในเมืองไทยได้ชัดเจนว่า

- กรุงเทพมหานครคือประเทศไทย
- 1 เสียงของคนต่างจังหวัดมีค่าน้อยกว่า 1 เสียงของคนกรุงฯ

นักวิชาการตีสองหน้า ปัญญาชนและนักสื่อสารมวลชน พูดกันได้ข้ามปีเรื่องการปฏิรูปการเมือง….แต่ก่อนที่จะมีการปฏิรูปการเมืองใดๆ ผู้เขียนคิดว่า จิตสำนึกในระบอบประชาธิปไตยของผู้มีอำนาจและโรงเรียนนายร้อยฯควรจะถูกปฏิรูปก่อนเป็นลำดับแรกเลยค่ะ

สำหรับคอลัมน์ “Verbatim” ของไทม์นี้จะคัดประโยคเด็ดๆของดารา นักแสดง นักธุรกิจ พิธีกร นักการเมืองและคนดังในแวดวงการเมือง มาลง ทั้งที่มีความหมายที่กินใจ ตลกและก่อให้เกิดการโต้แย้ง

ความคิดเห็น